คริสตจักร บ้านหัวนา
ไม่มีทางใด เข้าถึงพระบิดาได้ นอกจากมาทางเรา
 

คริสต์ศาสนาสอนอะไร...?

 

เรื่องของศาสนาคริสต์และเรื่องของพระเยซูสำหรับคนไทยทั่วๆไปนับว่าคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง และนอกเหนือจากความคลุมเครือแล้ว คนไทยเรายังมีทัศนะคติที่ระมัดระวังตัวในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับแวดวงของคริสต์ศาสนาอีกด้วย เรากลัวการถูกล้างสมองหรือถูกยัดเยียดความเชื่อที่ขัดต่อระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราชาวไทยและไทยปนจีน (หรือจีนปนไทย) ที่เราคุ้นเคยกันดี บางคนบอกว่าคนคริสต์ไม่นับถือพ่อแม่และบรรพบุรุษ คนคริสต์นับถือแต่พระเจ้า อะไรๆก็พระเจ้า วันทั้งวันหาทางแต่จะยัดเยียดพระเจ้าให้คนอื่น ทำตัวเหมือนนักขายตรงที่น่าเบื่อหน่าย...

          แต่มีใครบ้างไหมที่อยากเปิดใจถามตรงๆด้วยความอยากรู้ ว่าคริสต์ศาสนาสอนอะไร ? และคนที่นับถือคริสต์ศาสนาเขามองโลกอย่างไร ? ทำไมเขาจึงพยายามเผยแผ่ศาสนาของเขา และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวจริงหรือไม่ ?

          ถ้าท่านคือคนประเภทนี้แล้ว...บทความนี้คงเป็นประโยชน์บางประการสำหรับท่าน...ขอขอบคุณพระเจ้าหากท่านจะได้อ่านบทความนี้ไปจนจบ...

ศาสนาในโลก...

          หนังสือเนชั่นแนลจีออกราฟฟิค ฉบับเดือนธันวาคม 2544 ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำนวนประชากรในโลกและการนับถือศาสนาไว้ค่อนข้างละเอียดแต่จะขอสรุปให้เห็นภาพกว้างๆในที่นี้ดังนี้...

1. จำนวนประชากรในโลกมีประมาณ 6,000 ล้านคน (ในจำนวนนี้จำนวนผู้ชายน้อยกว่าจำนวนผู้หญิงเล็กน้อย)

2. ประชากรประมาณ 3,900 ล้านคนนับถือศาสนาใหญ่ที่เชื่อว่ามีพระเจ้า

1. จำนวน 2,000 ล้านคนนับถือศาสนาคริสต์ (ศาสนาพระเจ้าองค์เดียว)

2. จำนวน 1,300 ล้านคนนับถือศาสนาอิสลาม (ศาสนาพระเจ้าองค์เดียว)

3. จำนวน 600 ล้านคนนับถือศาสนาฮินดู (ศาสนาพระเจ้าหลายองค์)

3. ประชากรประมาณ 390 ล้านคนนับถือพระพุทธศาสนา (รวมทุกนิกายทั้งหินยานแบบไทย พม่า ลาว ศรีลังกา และมหายานแบบจีน ญี่ปุ่น ธิเบต เวียดนาม...)

4. ประชากรที่เหลืออีกประมาณ 1,700 ล้านคน ส่วนหนึ่งนับถือศาสนาเล็กๆเฉพาะกลุ่มบ้าง (บางศาสนาเชื่อพระเจ้า บางศาสนาไม่เชื่อพระเจ้า), อีกส่วนหนึ่งไม่มีศาสนาที่ชัดเจน ในจำนวนที่ไม่ถือศาสนาที่ชัดเจนนี้เป็นพวกนับถือเหตุผลตามหลักปรัชญาของนักคิดสายต่างๆ บ้าง ถือหลักยึดตนเองบ้าง นับถือเหตุผลและศักยภาพของวิทยาศาสตร์และหลักความคิดแบบสมัยใหม่บ้าง นับถือเทพนับถือผีต่างๆซึ่งรวมถึงวิญญาณของวีรบุรุษต่างๆบ้าง นับถือวัฏฏจักรของธรรมชาติบ้าง นับถือไสยศาสตร์บ้าง กระจายกันไปในส่วนต่างๆของโลก.

จะเห็นได้ว่ามีคนถึงประมาณ 28% ที่ไม่มีศาสนาที่ชัดเจน และมีเพียง 6.5% เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาซึ่งไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า ในขณะที่มีคนประมาณ 65% ของโลกที่นับถือศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า...

          ดังนั้น ถ้าจะกล่าวแบบรวบรัดลงไปอีกก็อาจกล่าวได้ว่า คนในโลกทุกๆ 100 คน มี 65 คนนับถือพระเจ้า และมี 35 คนที่ไม่นับถือพระเจ้า...

          การเชื่อและนับถือในพระเจ้า กับการไม่เชื่อไม่นับถือในพระเจ้าย่อมทำให้วิธีคิดและการดำรงชีวิต ตลอดจนการสังเคราะห์วิธีการแก้ปัญหาในชีวิตของมนุษย์มีความแตกต่างกันอย่างไม่ต้องสงสัย ...

          อย่างไรก็ตามบทความนี้มีได้มุ่งในประเด็นการพิสูจน์เรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าและไม่ได้มุ่งที่จะทำให้ผู้อ่านเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม แต่คงเป็นที่เข้าใจเอาเองว่าท่านผู้อ่านคงจะต้องถูกจำแนกโดยอัตโนมัติทีเดียวว่า ท่านอยู่ในกลุ่มที่เชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า

          จุดหมายสำคัญของบทความนี้คือจะพยายามเล่าเรื่องคริสต์ศาสนาอย่างง่ายๆให้แก่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจได้รู้ แต่แน่ละว่าในบางตอนต้องมีการกล่าวถึงพระพุทธศาสนาหรือความเชื่ออื่นบ้างเพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนขึ้นในใจผู้อ่านด้วยวิธีการเปรียบเทียบซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจได้ง่ายกว่าการกล่าวถึงคริสต์ศาสนาเพียงด้านเดียวล้วนๆ...

          จากนี้ไปขอเชิญท่านได้เข้าสู่ความรู้ใหม่ ที่จะพยายามอธิบายว่าคริสต์ศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และมีคนนับถือมากที่สุดในโลกนั้น ได้สอนถึงอะไร...

พระเจ้า...พระวจนะ ... พระคัมภีร์ ...และกำเนิดของคริสต์ศาสนา...

          พระเจ้าในคริสต์ศาสนาทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ไม่มีร่างกายอันต้องเปื่อยเน่าหรือต้องบำรุงเลี้ยงด้วยปัจจัยทางวัตถุ พระองค์ทรงสมบูรณ์ในทุกด้าน ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตและกำลังของกัลป์จักวาล พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งในจักรวาลโดยพระดำรัส คือทรงสั่งให้เกิดสิ่งใด ก็บังเกิดสิ่งนั้นขึ้นมา พระองค์ทรงวางกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่ง ซึ่งมนุษย์เรียกว่ากฎธรรมชาติ พระเจ้าทรงมีบุคคลิกภาพปรากฏเป็น ความรัก ความยุติธรรม ความสัตย์ซื่อ ความเป็นนิรันดร์ และความบริสุทธิ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอำนาจสูงสุด...

          ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าด้วยตาเปล่าๆของเขา แต่พระเจ้าทรงมาหามนุษย์และสื่อสารกับมนุษย์ พระองค์ทรงให้มนุษย์ทราบว่า พระนามของพระองค์คือ พระยะโฮวาห์ ซึ่งมีความหมายว่า เราเป็นอย่างที่เราเป็น

          มีศาสนาสำคัญสามศาสนาในโลกที่นับถือพระยะโฮวาห์ เป็นพระเจ้าสูงสุด นั่นคือ ศาสนายิวหรือยูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ตามลำดับเวลาที่ก่อตั้งศาสนาขึ้นในโลก...

          คำสั่งสอนของพระเจ้าเรียกว่า พระวจนะ พระเจ้าได้ประทานพระวจนะให้แก่มนุษย์โดยผ่านผู้ที่พระองค์ทรงเรียกใช้หลายคนในเวลาหลายพันปีที่ผ่านมาเพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะได้ประพฤติตาม และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นแก่นของคริสต์ศาสนาที่เรากำลังทำความรู้จักกันนี้ พระวจนะที่สืบทอดมาถึงเราในทุกวันนี้อยู่ในรูปของหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นคัมภีร์หลักของศาสนา หนังสือนั้นก็คือ พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ (The Holy Bible) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า พระคัมภีร์...

          กล่าวโดยย่อ พระคัมภีร์คือบันทึกที่มนุษย์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้จดจารึกพระวจนะของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับมนุษย์ ตั้งแต่การทรงสร้างจักรวาล ดวงดาวและโลก พืชและ สัตว์ต่างๆ จนถึงการทรงสร้างมนุษย์ ...

          พระคัมภีร์ได้ทำให้เราทราบต้นเรื่องทั้งมวลของมนุษยชาติ และการก่อกำเนิดศาสนายิวซึ่งเป็นศาสนาเดิมก่อน จากนั้นเมื่อบังเกิดพระเยซูแล้ว (จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า) จึงได้กลายมาเป็นคริสต์ศาสนาในที่สุด... คำสอนจำนวนมากของศาสนายิวจึงเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนในคริสต์ศาสนาด้วยเนื่องจากมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน...

เรื่องราวในพระคัมภีร์ย้อนกลับไปนับหมื่นปี ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่มีความเป็นมาเก่าแก่มากที่สุดในโลก...

          ในกระบวนการทรงสร้างของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นเป็นอันดับสุดท้าย ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์โดยถ่ายแบบมาจากพระเจ้าเองหรือในพระคัมภีร์เรียกว่าทรงสร้างตามฉายา (image) ของพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์เหนือยิ่งกว่าสิ่งใดๆทั้งหมดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนับไม่ถ้วนในจักรวาลนี้...

          นอกจากเรื่องการทรงสร้างแล้วพระคัมภีร์ยังได้จารึกไว้ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับมนุษย์ ด้วย... สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับมนุษย์นี้เรียกว่าพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์... พันธสัญญาหลายข้อได้เกิดขึ้นสำเร็จไปแล้วอย่างสมบูรณ์ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของมนุษยชาติ ในขณะที่พันธสัญญาอีกหลายข้อได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้วตั้งแต่ในอดีตและยังคงกำลังดำเนินไปในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วยังมีพันธสัญญาอีกหลายข้อที่พระเจ้าจะทรงกระทำให้เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า...

          เนื้อหาในพระคัมภีร์แบ่งออกได้เป็นสองตอนใหญ่ๆ คือเนื้อหาในช่วงเวลาที่พระเยซูยังไม่ได้ทรงกำเนิดขึ้นในโลก เนื้อหาส่วนนี้เรียกว่าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม กับ เนื้อหาในช่วงเวลาที่พระเยซูได้ทรงกำเนิดขึ้นแล้วในโลก เนื้อหาส่วนนี้เรียกว่า พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่...

มนุษย์กับพระเจ้า...

          ดังได้กล่าวมาแล้วว่าในบรรดาสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งหมดนั้น มนุษย์คือสิ่งที่พระเจ้ารักที่สุด ในพระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าระบายลมปราณจากพระทรวงของพระองค์เข้าสู่มนุษย์ซึ่งทรงสร้างร่างกายขึ้นมาจากผงคลีดินหรือมูลธาตุในโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ก่อนหน้าแล้ว และโดยลมปราณของพระเจ้านั้นเอง มนุษย์ผู้ชายคนแรกก็ถือกำเนิดขึ้น... พระเจ้าเรียกเขาว่า อาดัม...

          มนุษย์ผู้ชายคนแรกนี้ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้มีพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์มาก่อน ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลยว่าทำไมผู้ที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการจึงนอนไม่หลับเมื่อพบว่าไม่มีสามารถหาหลักฐานฟอสซิลที่เป็นรอยต่อเชื่อมระหว่างคนกับลิงให้ใช้ยืนยันทฤษฎีได้อย่างสมบูรณ์พอที่จะปฏิเสธการทรงสร้างของพระเจ้า... นั่นเป็นเพราะมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วนั้นเอง...

          หลังจากทรงสร้างมนุษย์ผู้ชายแล้ว พระเจ้าสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมาโดยการชักเอากระดูกซี่โครงของมนุษย์ผู้ชายออกมา (ด้วยวิธีของพระองค์) แล้วทรงใช้เป็นต้นทุนในการสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้น ...พระเจ้าเรียกเธอว่า เอวา... นี่ก็อีก คือเป็นมนุษย์คนที่สองที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์มาก่อน ทั้งสองไม่ได้เกิดจากการผสมกันของเชื้อชีวิตจากชายและหญิง...

          และเช่นเดียวกันกับมนุษย์ผู้ชายคนแรกคือเมื่อเกิดมนุษย์ผู้หญิงขึ้นนั้นเธอก็เป็นสาวทันทีไม่ได้ผ่านการเป็นทารกมาก่อน ...

          ถ้าจะกล่าวว่าพระเจ้าเป็นพ่อแม่ของมนุษย์ทั้งสองก็ต้องบอกว่าใช่ แต่ในพระคัมภีร์นั้น ภาพลักษณ์ของพระเจ้าเป็นชายมากกว่าที่จะเป็นหญิง ดังนั้นก็กล่าวได้อีกว่ามนุษย์มีพระเจ้าเป็นพ่อแต่ไม่มีแม่...

          การที่มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ผู้ชายนั้น ก็เป็นต้นเค้าว่าชายและหญิงต่างมีชีวิตอันต้องรวมกันและแยกกันไม่ได้ สิ่งที่ชายขาดจะหาพบได้ในหญิง และสิ่งที่หญิงขาดก็จะหาพบได้ในชาย ... ความรักใคร่ผูกพันกันระหว่างชายและหญิงก็เริ่มมีมาแต่ครั้งกระนั้นเอง...

          เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นแล้วก็ทรงประทานสติปัญญาอันยอดเยี่ยมให้และทรงประทานเสรีภาพในการดำเนินชีวิตบนพิภพโลกไว้ให้ด้วย ชะรอยว่าพระเจ้าจะทรงตระหนักว่าพระองค์เองมีอิสรภาพอันไม่จำกัดในการเป็นพระองค์เอง ดังนั้นเมื่อทรงสร้างมนุษย์ตามต้นแบบคือพระองค์เองแล้ว แต่มนุษย์ต้องอยู่ในโลกที่มีมิติจำกัด พระองค์จึ่งได้ทรงประทานเสรีภาพอันไม่จำกัดในการคิดและการกระทำให้แก่มนุษย์ด้วยเพื่อชดเชยกัน ... แต่การคิดเองทำเองแบบมนุษย์ด้วยวิธีการของมนุษย์นี่แหละที่นำมนุษย์ไปติดกับตัวเองในเวลาต่อมา... กับดักนี้คือสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อว่า บาป...

บาปของมนุษย์...

           ถ้าจะถามว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อพระประสงค์อะไร ก็อาจตอบได้จากพระคัมภีร์ว่านอกจากเพื่อเป็นการยืนยันถึงความรักและอัฉริยภาพในการทรงสร้างของพระองค์แล้ว พระเจ้ายังทรงต้องการให้มนุษย์เป็นผู้ครอบครองดูแลสิ่งที่ต่างๆที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นไว้ก่อนหน้าที่จะทรงสร้างมนุษย์ เพื่อให้โลกนี้มีมนุษย์เป็นผู้ปกครอง ไม่ใช่มีสัตว์เป็นผู้ปกครอง...

          แต่การที่พระองค์จะมอบภารกิจสำคัญนี้ให้กับมนุษย์กระทำพระองค์ก็มีพระประสงค์ให้มนุษย์ดำรงชีวิตร่วมไปกับพระองค์โดยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ และเคารพยำเกรงเชื่อฟังพระองค์ แต่ทั้งนี้โดยทรงให้มีเสรีภาพในเวลาเดียวกันด้วย ...

          พระเจ้าทรงรักมนุษย์เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามอย่างพระองค์ ซึ่งมนุษย์ก็ควรจะรักพระเจ้าและควรแสดงออกต่อพระเจ้าโดยการคิดและทำสิ่งต่างๆ ในวิถีทางที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเช่นกัน...

          มนุษย์คู่แรกได้มีความสุขในชีวิตอย่างล้นเหลือ พระเจ้าทรงให้มนุษย์คู่แรกใช้ชีวิตอยู่ในสวนที่มีชื่อว่าสวนเอเดน อันเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและผลไม้ทุกชนิด และในเวลานั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บไข้ได้ป่วย ความขาดแคลน และความตาย รวมทั้งมนุษย์ยังไม่มีและไม่รู้จักการเปรียบเทียบความดีความชั่ว รวมทั้งยังไม่รู้จักความละอายเพราะไม่มีเหตุให้ต้องละอาย ผู้เขียนเข้าใจเองว่ามนุษย์คู่แรกคงมีสภาพจิตเป็นกลางๆ มีความสุขที่มีพระเจ้าเป็นปัจจัย ซึ่งเป็นสุขนิรันดร์ไม่ใช่ความสุขที่มีผลจากการเปรียบเทียบและพบว่าตนเองได้ครอบครองสิ่งที่เหนือกว่า ดีกว่า เป็นปัจจัย ซึ่งเป็นสุขอนิจจัง...

          มนุษย์คู่แรกดำเนินชีวิตไปโดยไม่ต้องห่วงกังวลกับอาหารการกินและปัญหาประจำวัน เพราะทุกอย่างมีพรั่งพร้อมในสวนเอเดน...

          ในสวนเอเดนนั้นพระเจ้าทรงให้มนุษย์ครอบครองใช้สอยและบริโภคได้ทุกอย่าง แต่ทรงห้ามไม่ให้มนุษย์กินผลของต้นไม้ต้นหนึ่ง... ผลของต้นไม้นี้หากมนุษย์กินเข้าไปก็จะเกิดความเข้าใจเรื่องของการเปรียบเทียบรู้จักสิ่งดีสิ่งชั่ว รู้จักความหยาบความประณีต และรู้จักเรื่องสิ่งคู่ตรงกันข้ามทั้งปวง ... ความรู้ชนิดนี้แหละจะนำมนุษย์เข้าสู่การหาความสุขอนิจจังและปฏิเสธความสุขนิรันดร์จากพระเจ้า... ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงห้ามไว้ ... นี่เป็นข้อห้ามประการเดียวที่พระเจ้าทรงบัญญัติไว้...

          ในระยะแรก ทุกสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำในเวลานั้นล้วนสอดคล้องต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและทุกสิ่งก็ดำเนินไปเป็นอย่างดี พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าได้มีการพบปะพูดคุยกับมนุษย์คู่แรกอยู่เป็นประจำ ฝ่ายมนุษย์ก็รักและเชื่อฟังพระเจ้าอยู่เสมอมา...

           จนกระทั้งคราวหนึ่งที่มนุษย์ได้ใช้เสรีภาพของตนตัดสินใจกระทำการสิ่งหนึ่งอันเป็น การฝ่าฝืนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า... ซึ่งนั่นคือความหมายของคำว่า บาป นั่นเอง ... แต่การกระทำบาปครั้งแรกนั้นจะเริ่มต้นจากมนุษย์เองทั้งหมดก็หาไม่ หากแต่เริ่มต้นจากความคิดอันเหิมเกริมของสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นในรูปของวิญญาณชนิดหนึ่ง... มันคือซาตาน ...

ฑูตสวรรค์ และ ซาตาน...

          ในบรรดาสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นจำนวนเหลือที่จะคณานับได้นั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างวิญญาณที่สำคัญขึ้นหมู่หนึ่ง วิญญาณเหล่านี้เรียกว่าฑูตสวรรค์ซึ่งพระเจ้าให้มีฤทธิ์อำนาจและความสามารถต่างๆกัน หน้าที่ของฑูตสวรรค์คือรับใช้พระเจ้าและกระทำการต่างๆภายใต้พระดำริของพระเจ้า...

          จากพระคัมภีร์ เราได้พบว่าพระเจ้ากำหนดให้มนุษย์มีศักดิ์ศรีสูงกว่าเหล่าฑูตสวรรค์เสียอีก เพราะพระเจ้าทรงมีภาพลักษณ์เป็นพระบิดาของมนุษย์ ในขณะที่พระเจ้ากลับมีภาพลักษณ์เป็นพระราชาหรือเป็นเจ้านายของเหล่าบรรดาฑูตสวรรค์...

          ในเหล่าฑูตสวรรค์ทั้งหมดนั้น มีฑูตสวรรค์ตนหนึ่งที่มีฤทธิ์อำนาจมากและต้องการทำตนเทียมพระเจ้า ชื่อของฑูตสวรรค์ตนนี้มีมากมายแต่เราคุ้นเคยกับมันในชื่อว่า ซาตาน... ซาตานได้ปลุกปั่นฑูตสวรรค์จำนวนหนึ่งไว้เป็นสมุนบริวารของมันด้วย...

          ซาตานซึ่งมีฤทธิ์อำนาจมากได้มาหามนุษย์คู่แรกในร่างของงู มันได้หลอกลวงมนุษย์ให้สงสัยในความรักและความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ มันได้ใช้เครื่องมือหลักคือการพูดโกหกอย่างชาญฉลาดทำให้มนุษย์สงสัยในพระเจ้า และมันได้พูดยุยงให้มนุษย์กระทำการอันฝ่าฝืนน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยตรงคือการยุยงให้เอวากินผลไม้ต้องห้าม...

มันได้ยุยงว่าพระเจ้ากลัวว่ามนุษย์จะรอบรู้เท่าพระเจ้าหากกินผลไม้นั้นดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงห้ามไว้ ... มันได้ยุยงอีกว่าถ้าพระเจ้ารักมนุษย์จริงพระเจ้าต้องยอมให้มนุษย์รอบรู้เท่าพระเจ้า...

การยุยงของมันได้รับความสำเร็จอย่างล้นเหลือ... นั่นคือมนุษย์คู่แรกได้กระทำความผิดบาปต่อพระเจ้าโดยการฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าโดยการกินผลไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่วเข้าไป...

           เมื่อมนุษย์รู้ดีรู้ชั่วแล้ว ก็จึงรู้ว่าตัวเองทำผิดทำชั่วจากการละเมิดน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่มนุษย์ก็ได้พยายามกระทำการปลดเปลื้องและปกปิดความผิดนั้นด้วยวิธีของตนเองคือการหลบหน้าซ่อนเร้นตัวเองจากพระเจ้าแทนที่จะขวนขวายกลับเข้าหาพระเจ้าเพื่อการสารภาพและขอการทรงยกโทษจากพระองค์...

           มนุษย์หันหลังให้กับพระเจ้า และได้ดำเนินไปในทิศทางที่มุ่งจะกระทำการทุกสิ่งด้วยกำลังและสติปัญญาของตนเอง...

           เมื่อได้พิจารณาดูแล้ว เราก็พบว่าความผิดที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การกินผลไม้ต้องห้ามนั้นดอก เพราะการทำผิดเช่นนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจก็ได้ (เช่นผลไม้อาจร่วงหล่นแล้วกลิ้งไกลไปจากต้นทำให้ไม่รู้ว่าเป็นผลไม้ต้องห้าม) หากแต่ความผิดที่แท้จริงอยู่ที่มนุษย์ละเมิดน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยเชื่อซาตานมากกว่าที่จะเชื่อพระเจ้าทั้งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำพระคุณให้เป็นที่ปรากฎแก่มนุษย์มาตั้งแต่ต้น นี่คือผิดแรก... และการที่มนุษย์ดึงดันแก้ปัญหาความผิดไปตามกำลังและวิธีการของตนเองโดยไม่ย้อนกลับมาหาพระเจ้าและไม่ตระหนักถึงความรักที่พระเจ้ามีให้มาตลอด นี่เป็นผิดที่สอง...

           และทั้งหมดนี้คือผลงานความสำเร็จอันเอกอุของซาตานในการเขย่าบัลลังก์ของพระเจ้า... ทุกวันนี้พระเจ้ายังไม่ได้กำจัดซาตานออกไปจากโลก แต่พระเจ้าทรงกำหนดวาระนั้นไว้แล้ว ดังนั้นในทุกวันนี้ ซาตานและสมุนของมันจึงยังคงทำงานของมันต่อไป ... ผู้ที่มันจะมีอิทธิพลในชีวิตได้ก็คือคนที่ปฏิเสธความคุ้มครองของพระเจ้านั่นเอง... สิ่งที่ซาตานปรารถนาจะเห็นเกิดขึ้นในโลกมนุษย์นั้นล้วนขัดกับน้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งสิ้น นั่นคือ ความตาย ความเสียหายร้ายแรง ความบาป ความโกรธแค้นอาฆาต ความเข้าใจผิด การฆ่า การปองร้าย กิเลสตัณหาทางเพศ การโกหกหลอกลวงกัน และสรรพการอธรรมทั้งหลาย...ฯลฯ

ผลของบาป...

           บาปอันเกิดจากซาตานและมนุษย์ได้ทำให้กิจการของพระเจ้าได้รับการกระทบกระเทือนโดยตรง พระเจ้าได้ทรงกำหนดอนาคตของทั้งซาตานและมนุษย์ไว้เพื่อเป็นการตอบแทนในบาปนั้น... สำหรับซาตาน พระเจ้าทรงสร้างบึงไฟนรกไว้รอรับเมื่อวาระของมันมาถึง พระคัมภีร์กล่าวว่าที่นั่นจะมีชีวิตที่ทรมานอันไม่สิ้นสุด...

           และสำหรับมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงมีแผนการปลดเปลื้องบาปให้แก่มนุษย์ แต่เนื่องจากบาปนั้นได้กระทำโดยมนุษย์คู่แรกที่ยังไม่เคยมีบาปมาก่อน บาปนั้นจึงได้ฝังอยู่ในสายเลือดที่สืบทอดกันมาจากมนุษย์คู่แรกนั้น ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนในรุ่นต่อๆมาจึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความบาป

           หลักฐานหนึ่งที่จะพิสูจน์ความบาปโดยกำเนิดของมนุษย์ได้ชัดเจนก็คือมนุษย์ทุกคนรู้จักการทำฉ้อฉลและการอธรรมต่างๆที่เป็นรูปแบบต่างๆของความบาป เช่นการโกหก การอิจฉาริษยา การละโมบ การข่มเหงเอาเปรียบผู้อ่อนแอกว่า ฯลฯ โดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่งสอน...

           มนุษย์ต้องฝึกหัดความรู้ในเรื่องต่างๆเพื่อการดำรงชีพในโลก และทั้งที่พยายามฝึกหัดแต่ก็ยังอาจล้มเหลวได้ แต่เรื่องการทำบาปนั้นไม่ต้องฝึกหัดเลย ทุกคนทำบาปได้โดยกำเนิดทีเดียว...

           ส่วนผลของบาปที่มนุษย์ได้รับนั้นคือพระเจ้าทรงให้มีความป่วยไข้และความตายตลอดจนสภาวะอนิจจังในสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในโลกสำหรับมนุษย์ และมนุษย์ต้องรับผิดชอบความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง... ความสุขสบายและความอุดมสมบูรณ์ตลอดกาล และชีวิตนิรันดร์ ที่พระเจ้าเคยประทานให้นั้น มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ได้รับอีกต่อไป...

           มนุษย์คู่แรกถูกขับออกจากสวนเอเดนและได้เที่ยวไปในโลก และได้เป็นต้นกำเนิดสายพันธุ์และเผ่าพันธุ์มนุษยชาติทั่วทั้งโลกในกาลต่อมา...

           ในพระคัมภีร์ได้บอกว่าราคา (ค่าจ้าง) ของบาปคือความตาย... คำว่าความตายนี้ไม่ได้หมายถึงความตายทางเนื้อหนังร่างกาย (มรณะ) แต่อย่างเดียว แต่การที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่รัก Copyright (c)2008 คริสตจักร บ้านหัวนา
Recommended sites: Best Web Hosting and Domain Name Registration. Created with Free Website Builder